วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ไม้บรรทัดมหัศจรรย์ ( ตีแปะ )

ในสมัยที่เราๆยังเรียนอยู่ประถมศึกษา แน่นอนว่าทุกคนต้องใช้ไม้บรรทัด
ในการเรียน ใช้ในการขีดเส้นใต้การบ้าน ขีดเส้นใต้2เส้นเวลาบวกเลขเสร็จ
หรือบางคนอาจจะเอามาเล่นฟันดาบกัน แต่ในขณะที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถมนั้น
ได้มีไม้บรรทัดชนิดหนึ่งที่ไม่ได้มีคุณสมบัติ แข็ง ตรง แบบไม้บรรทัดทั่วๆไป
ซึ่งไม้บรรทัดที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ บางคนอาจจะเรียกว่า "ไม้บรรทัดมหัศจรรย์ "
แต่ในที่นี้ ผมกับเพื่อนๆขอเรียกว่า " ตีแปะ " ขอให้ทำความเข้าใจตรงกัน

ตามปรกติทั่วไปไม้บรรทัดจะมีคุณสมบัติ " ตรง " " ยาว " และ " แข็ง "
จนมีคำกล่าวเรียบเทียบเชิงประชดว่า" ตรงเป็นไม้บรรทัด " แต่ ตีแปะนั้น
จะเป็นไม้บรรทัดที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้นมามากกว่าไม้บรรทัดอื่นๆนั้นคือ
"งอได้ "โดยที่วัสดุที่นำมาทำนั้นผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำมาจากอะไร
(จากที่ดูแล้วนี่จะเป็นอลูมิเนียมแบบอ่อนอะไรประมานนั้น)

รูปทรงนั้นจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาทั่วๆไป แต่ถ้ามองจากภาพตัดขวาง
นั้นจะตรง มีส่วนโค้งอยู่ เพื่อให้ตัวไม้บรรทัดนั้นมีความแข็งตัวพอเพื่อที่
จะให้คงรูปทรงไม้บรรทัดอยู่ได้ แต่ถ้าเราออกแรงกดลงไปที่ส่วนโค้ง
มันจะมีเสียงดัง "แป๊ะ" แล้วไม้บรรทัดก็จะค่อยๆห่อตัวขดลงเป็นวงกลม
ส่วนตัวแล้วคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของ แรงตึงผิวของวัตถุแต่ละชนิด
ซึ่งจากการที่เวลาใช้ไปนานๆ ตีแปะเริ่มที่จะอ่อนยวบไม่ค่อยตึงเหมือน
กับตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ






ลองมาคิดๆดูกันว่าทำไมไม้บรรทัดถึงจะต้องพับเก็บ , งอได้
ทั้งๆ ที่ภาพที่ของไม้บรรทัดนั้นคือความเที่ยงตรง เป็นบรรทัดฐานที่มั่นคง
มันก็ตลกดีที่ที่ตีแปะเป็นไม้บรรทัด(ฐาน)ที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งดูเหมือน
นี่จะเป็นไม้บรรทัด(ฐาน)ที่เป็น Double Standard
ไม่มีความแน่นอน เอาแน่ไม่ได้เสียเลย
หรือตอนแรกสุดที่เค้าผลิตมามันไม่ได้เป็นไม้บรรทัด !!!
ตีแปะไม่ได้ทำหน้าที่ของไม้บรรทัดได้อย่างดีเยี่ยม ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า
มันจะทำฟังค์ชั่นนี้ขึ้นมาทำไม ซึ่งถ้าตีแปะนั้นอยู่ในความหมายของ
" ไม้บรรทัด "นั้น ตัวมันเองไม่เหมาะที่จะเป็นไม้บรรทัดซักเท่าไรนัก
เพราะจากที่ใช้มาถ้าตอนคุณขีดเส้นกดแรงไป ตัวไม้บรรทัดก็ดีดตัว
งอกลับทันที

อันนี้ผมเดาเล่นๆนะ
ถ้าเกิดแรกสุดเค้าทำตีแปะมาเพื่อเป็นไม้บรรทัดเค้าคงต้องการไม้บรรทัด
ที่เก็บ และพกพาได้สะดวก เพราะไม้บรรทัดนั้นอย่างที่เรารู้ๆกัน มันทั้ง
ยาว และ แข็ง (กรุณาอย่าคิดลามก) ทำให้ไม่สามารถใส่ลงไปในกล่อง
ดินสอร่วมกับเพื่อนๆ เครื่องเขียนของมันได้ ทำให้มันแตกแยกให้เราถือ
ไปต่างหาก แต่ถ้าคุณมีตีแปะพอคุณใช้ขีดเส้นเสร็จคุณก็สามารถเก็บไว้
ที่ข้อมือคุณได้เลย ไม่ต้องถือไปให้เมื่อยตุ้ม
ตีแปะได้ถูกเปลี่ยนแปลงทางความหมาย ไม่ได้เป็นไม้บรรทัดอีกต่อไปแล้ว !!!
หลังจากที่มีเพื่อนมาขอให้ช่วยทำบัตรงานเลี้ยงรุ่น ซึ่งตอนแรกผมก็ครุ่นคิด
ว่าจะทำมาแบบไหนดี ทำเป็นกระดาษธรรมดาดีมั้ย ? ทำเป็นอะไรดีวะ ?
และแล้วผมก็เกิดพุทธิปัญญา ให้ผมคิดได้ว่า " ใช้ตีแปะซิ " ซึ่งแน่นอนว่า
ผมตกลงใจทันที และเนื่องด้วยจากร.ร.ผมนั้นมีแค่สีชมพู เป็นสีประจำร.ร.
มันจึงง่ายที่จะทำออกมา




แต่ว่าการหาตีแปะนี่ซิยากกว่ามาก การที่จะค้นหาควานหาตีแปะนั้นยากยิ่งกว่า
หาบัวหิมะในหนังจีนที่มีทุกเรื่องแถมยังทำเป็นแพคใส่กระปุกขายอีก
จากที่กล่าวๆ ไปดูเหมือนว่าตีแปะไม่ได้ทำหน้าที่ไม้บรรทัดทั่วไปได้ดีนัก
หากแต่ถ้าเราคิดว่าตีแปะเป็นไม้บรรทัดที่สามารถวัดสิ่งที่เป็นรูปโค้งได้ !!
ที่ผมพยายามจะบอกคือ ทุกคนมีไม้บรรทัด(เกณฑ์)ในการวัด(ตัดสิน)
สิ่งต่างๆไม่เท่ากัน บางคนอาจมีหน่วยเป็น นิ้ว บางคน มิลลิเมตร
บางอย่างอย่าพึ่งรีบตัดสินเกินไป บางครั้งมันไม่ได้มีแค่ ถูก และ ผิด
ค่อยๆ รับรู้และเข้าใจไปดีกว่า
(ยืมมาจากอ.ติ๊กซะงั้น)

ปล. บล็อกนี้ยังไม่ตายนะเฟร้ย

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ทดสอบFont





ลองสร้างฟ้อนที่รองรับคอนเซปขึ้นมาดู
ก็... ดูแล้วยังขาดๆเกินๆอยู่

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2551

Micro & Macro

เนื่องจากอาการขยันตัวเป็นขนของผมทำให้ไม่ได้มาอัพบล็อกมาซักพักใหญ่
เอาล่ะมาวิเคราะห์กันดีกว่า

จากคำที่ได้มา Micro & Macro แน่นอนว่าความหมายตรงตัวคือ

เล็ก & ใหญ่

อืม...

จากที่คุยๆกับเพื่อนๆมาก็จะออกมาแนว เราเป็นไมโคร โลกเป็นแมคโคร ถ้าโลกเป็นไมโคร แมคโครก็จะเป็นจักรวาลอะไรราวๆนั้น

แต่โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นของคู่กัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ ถ้าขาดสิ่งหนึ่งไป อีกอย่างก็จะไม่มีความหมายในตัวเอง

ถ้าขาดขนาดเล็ก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือขนาดใหญ่ ?

ถ้าเราไม่รู้จักความืด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแสงสว่างเป็นอย่างไร ?

โดยส่วนตัวผมคิดว่า ของพวกนี้ให้ความหมายกันและกันอยู่เป็นนัยๆ

เหมือนกับว่าเป็นการ " เปรียบเทียบ " ให้เห็น

อารมณ์เหมือน หยิน-หยาง มีทั้ง2ด้าน ถ่วงดุลย์กันอยู่

อย่างงี้ทำให้คิดได้ว่าของทุกๆอย่างมี2ด้าน และอาจจะมากกว่า2ด้าน

แล้วแต่ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนๆนั้น

เอาล่ะ พักไว้ก่อนดีกว่าเดี๋ยวค่อยมาต่อลงรายละเอียดเจาะลึกกัน อีกที

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ปีใหม่

ปี 2551

ปีใหม่
(อึ๋มโคตร)

ปีโป้

ปีหนู

ปีเกิด

ปีแรส
(คนนี้เทพโคตร)

ปีศาจ

ปีมะโว้

ปีเฉลิม

ปีอธิกมาส

ปี ปี่ ปี้ ปี๊ ปี๋

ปีพุทธศักราช

ปี = 12 เดือน

ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล

ปี1 ผ่านไปก็ยังไม่เคยจะมีใครหลงเข้ามา

ปี2 ก็ยังเข้าใจว่าต้องใช้เวลา

ปี3 เอ๊ะยังไง ไม่เห็นเหมือนเขาพูดนี่หว่า

ปีนี้ก็ขอฝากตัวด้วยนะครับ...

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550

Survey of Art II

วันนี้เราจะมาพูดกันเรื่อง ประโยคคำพูดที่ชอบอยู่ตาม
ท้ายรถ10ล้อกัน
ผมว่าเราๆท่านๆทุกคนคงเคยเห็นประโยคแบบว่า

" เห็นงานเป็นลมเห็นนมสู้ตาย "

" ผัวเผลอแล้วเจอกัน "

" กูนึกแล้วว่ามึงต้องอ่าน "

ติดอยู่ตามท้ายรถ10ล้อกันบ้าง
วันนี้ผมเลยรวบรวมมาให้ดูกัน



























สังเกตุได้ว่าสีที่ใช้ และ ฟ้อนนั้นจะออกไปทางคำว่า
" เสี่ยว " หรือ " บ้านนอก"
(มิได้มีเจตนาว่าอย่างใดแต่เพื่อเป็นการยกตัวอย่าง)
และแน่นอนว่าบางคนอาจจะไม่ชอบ
เพราะว่ามันดูโลโซ ไม่เท่

แต่ถ้าเรานำความ " เสี่ยว " นั้นมา "จงใจเสี่ยว " ล่ะ
มีอยู่อันหนึ่งผมชอบมาก



อันนี้ผมถ่ายมากจากโน๊ตบุ๊คของอาจารย์ท่านหนึ่ง
ตรงโน๊ตบุ๊คมีสติกเกอร์ติดคำว่า " มืออาชีพ "
ผมว่ามันเป็นการจงใจเสี่ยวที่เข้าใจคิดมาก

เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่าไอ้คำแบบนี้มักจะอยู่ตามรถ10ล้อ
หรือผนังห้องสุขา แต่นี่มาอยู่บนโน๊ตบุ๊คแทน
ซึ่งโน๊ตบุ๊คนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของที่ดูดี
มีระดับพอสมควร ในระดับหนึ่ง
(ประมานไม่ว่าใครถือโน๊ตบุ๊คเดินไปเดินมาจะดูดีขึ้น10%
ในกรณีที่เป็นMac Book จะดูดีขึ้นถึง 25 % !!! )
ต่างจากความรู้สึกของคนขับ10ล้อ พอสมควรทีเดียว


ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ได้นำ2สิ่งที่ต่างกันมากพอดู
มารวมไว้ด้วยกัน แน่นอนว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นว่าดูไม่ดี
หรือดูเชย ถ้าเรานำมันมา คิดให้ มาผ่านกระบวนการ
ออกแบบ ก็อาจจะทำให้มีอะไรใหม่ๆ ออกมาอีกก็ได้
อันนี้ให้ข้อคิดที่ดีว่า อย่ามองข้ามบางสิ่งไปเพราะสิ่งนั้น
อาจจะเอามาทำเป็นชิ้นงานก็ได้...

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

God Save the Queen !!!

ก่อนอ่านโปรดใช้วิจารณญานในการอ่านอย่างมาก
รายการ " ฉ "


อย่างที่เรารู้ๆกันว่าPostMordernนั้นเป็นขบถตัวยง
และหนึ่งในนั้นSex Pistol ก็เรียกได้ว่าเป็นขบถ
เข้าขั้นวงหนึ่ง ดูได้จากปกเทปของเค้า














บีบีซีกล่าวถึง เซ็กซ์ พิสทอลส์ ว่า "เป็นที่สุดของพังค์ร็อกในอังกฤษ" ซิงเกิ้ลดังของพวกเขาคือเพลง God Save the Queen เนื้อหาล้วนเกี่ยวกับQueen’s Silver Jubilee เกือบหมด ทันใดนั้นวงได้เป็นที่ถูกจับตาในการเป็นแกนนำผู้ขับไล่ราชินี เพลงนี้ประสบความสำเร็จขึ้นชาร์ทที่อันดับ 2 ในอังกฤษ

(ถ้าเป็นที่ไทยนี่ไม่เลเซอร์ขึ้นหัวหรือไม่ก็โดนอุ้มหมกป่าแล้ว)

แน่นอนว่าอยู่ดีๆSex pistol คงจะไม่มาขับไล่ราชิณีโดย
ไม่มีเหตุผลหรอก

เรื่องมันมีอยู่ว่ายุคนั้นน่ะเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษ
เกิดความโกลาหล มีจลาจลกลางเมือง
นโยบายภาษีของรัฐบาลที่ขูดเลือดขูดเนื้อ
ประชาชนตาดำๆ และแน่นอนว่าพระนางElizabeth ที่ 2
ช่วยเหลือประชาชนโดยการนั่งยิ้มอยู่บนบัลลังค์
และโบกมือไหวๆ พระนางElizabeth ที่ 2นั้น
ไม่ได้ช่วยเหลือเหล่าผสกนิกรเลย
Sex pistol ได้แต่งเพลงขึ้นมาเพื่อขับไล่พระนาง
โดยประชดประชันว่า

" ขอให้พระเจ้าคุ้มครองราชินี "

(ประมาณว่า ท่านไม่ช่วยอะไรเลยตกนรกแน่ๆ
ขอให้ประเจ้าคุ้มครองท่านด้วย )

ความคล้ายกันของSex pistol กับ PostModern
นั้นอยู่ที่ Sex pistolนั้นเบื่อร็อคเก่าๆอย่าง
David Bowie ซึ่งช่วงนั้นจะนุ่งขาบาน
เริ่มมีโฮโม พังค์จึงเกิดขึ้นมา


เหมือนกับPostModernตรงที่
PostModernนั้นเบื่อ Modernที่ต้อง
ทำงานเรียบร้อบนะ
ทำงานมีกริตเรียบร้อยเป็นระเบียบนะ
ทำงานเพลนๆนะ
งานอิลิเม้นน้อยๆนะ
(ตัวอย่างเช่นPentagram)


แต่PostModernนั้นจะเป็นแบบ..
เฮ้ย ตรูไม่มีกริตนะ
ตรูอยากทำงานแรงๆนะ
ตรูไม่อยากทำตามทฤษฎีการออกแบบๆเดิมนะ

(ตัวอย่างเช่นMTV ที่ใช้เทคนิคการตัดต่อภาพรวดเร็ว
ฉับไว แสงสีเร่งร้อน ใช้กราฟฟิกคอมพิวเตอร์ช่วยเพื่อ
ให้ดูแปลกใหม่ในการนำเสนอ)

หัวหอก หรือผู้สร้างกระแสยุคPostModernนั้น
คือ April Greiman



























Jacques Lacan บอกว่า เกิดจากการไม่มีความสามารถในการเชื่อมรูปสัญญะ
ให้เข้ากับความหมายสัญญะ ซึ่งผู้ชมจะต้องอาศัยประสบการณ์ในการชมอย่างมาก
เพื่อค้นหาความหมายสัญญะเอาเอง


เอาล่ะผมว่าพอแค่นี้ดีกว่ามีความรู้สึกว่าจะโดนอุ้มยังไงก็ไม่รู้แฮะ

ปล.ถ้าใครไม่พอใจอะไรในบทความของผมก็กราบขออภัยมาใน ณ ที่นี้ด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

Survey of Art I

โดยส่วนตัวหลักการของผมนั้นชอบที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ
และแน่นอนบางทีถ้ามีเวลาว่างผมมักชอบออกนอกเส้นทาง

แบบถ้าคุณใช้เส้นทางเดิมๆในการ ไปเรียน ไปทำงาน
มันอาจจะจำเจไปหน่อย ผมเลยนั่งรถเมล์สายที่ไม่เคยขึ้น
จากอนุเสาวรีย์นั่งไปเรื่อยๆจนสถานที่แถวๆนั้นไม่คุ้นตา
แล้วจึงลงเดิน(เพราะถ้านั่งรถมันเร็วจะไม่ทันได้สังเกตุอะไร)

หลังจากพฤติกรรมที่ออกจะชิวไปหน่อยก็ได้ถ่ายรูปมาฝากกัน

















รูปอาจจะไม่ชัดนิดนึงเพราะถ่ายระยะไกล

มันเป็นโลโก้ของร้านนั่งกิน ชา กาแฟ นั่งฟังเพลงชิวๆ
ชื่อร้าน Take A Sit ซึ่งตัว A เค้าจะใช้ตัวเก้าอี้มาแทนตัว A
ซึ่งในร้านก็ตกแต่งได้อารมณ์ดี ไม่หรูมาก Look&Feel

โดยรวมแล้วเข้ากันได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว

ซึ่งผมก็หลวมตัวเข้าไปกินกาแฟแก้วนึง รสชาติใช้ได้แฮะ
คราวหน้าต้องมาอีก แต่มาถูกรึปล่าวนี่อีกเรื่องนึง
















อันนี้เรียกได้ว่าเป็นร้านในตำนานของเด็กจุฬาเลยก็ว่าได้
นั้นคือร้าน " จีฉ่อย " คอนเซปร้านนี้คือ "กุขายทุกอย่าง"


ถ้าเราดูจากหน้าร้านแล้วคิดว่าถ้าหลงเข้าไปนี่
คงใช้เวลาประมาน2วันกว่าจะออกมาได้

เพื่อนผมเคยเล่าเรื่องของจีฉ่อยให้ฟัง


"จีฉ่อย ขอข้าวขาหมูจาน "

"ล่ายๆ ลื้อรอ 10นาที "



10นาทีผ่านไป...


" เอานี่ข้าวขาหมู "

" เท่าไหร่อะ "

" 50 บาท "

ซึ่งจริงๆแล้วแกออกไปหลังร้านแล้วไปซื้อตรงตลาด3ย่าน
แล้วบวกราคาเพิ่ม20บาทเป็นกำไร ซึ่งเพื่อนผมก็ต้อง
ยอมซื้อแต่โดยดี เพราะไปกวนประสาทเค้า


ร้านจีฉ่อยให้ข้อคิดว่าบางครั้งการทำcorperate Identity
อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ถ้าร้านเราเจ๋งจริงอย่างร้านจีฉ่อย

ซึ่งหลังจากพฤติกรรมการชิวครั้งนี้ทำให้ผม...
" หลงทาง " ก็จำใต้องเรียกแท็กซี่ไปส่งสถานีรถไฟฟ้าที่
ใกลที่สุด แต่มันก็เป็นประสบการณที่ดีนะได้เจออะไรใหม่ๆ

ว่างๆจะพาไปเที่ยวใหม่ (ถ้าว่างนะ)


ปล.เปลี่ยนให้สีแล้วนะครับ